REVIEW: ความสัมพันธ์ฟิลิปปินส์-สหรัฐ ในทศวรรษที่สูญหาย (1991-2001) ฑภิพร สุพร
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง ขอแนะนำหนังสือเรื่อง ความสัมพันธ์ฟิลิปปินส์-สหรัฐ ในทศวรรษที่สูญหาย (1991-2001) โดย ฑภิพร สุพร
ซึ่งก่อนอื่น อนุญาตทำความรู้จักผู้เขียนกันก่อน
ฑภิพร สุพร เป็นบัณฑิตจากรั้วสีเขียว สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ศิลปะศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากภาควิชารัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาบัณฑิตจากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2557
ฑภิพร สุพร ได้ทำงานวิจัยเรื่อง “ความสัมพันธ์ฟิลิปปินส์-สหรัฐ ในทศวรรษที่สูญหาย (1991-2001)” ให้กับสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นงานวิจัยที่มีความหมายและความสำคัญต่อนโยบายของไทยต่ออาเซียนและมหาอำนาจ ตลอดจนให้ภาพที่สำคัญของประชาคมอาเซียนที่เรากำลังเป็นสมาชิกอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาคมการเมืองความมั่นคง อันเป็นเสาหลักที่สำคัญของประชาคมอาเซียน
ความสนใจในขั้นแรกในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของ ฑภิพร ผู้ได้รับเกียรตินิยมในสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มาจากเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่จุดประกายให้ ฑภิพร ได้เริ่มศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างป็นทางการ และเฝ้าติดตามสถานการณ์และปรากฎการณ์ภายหลังจากนั้นมาอยู่เสมอ
ฑภิพรกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ “ระบบการเมืองระหว่างประเทศหลังยุคสงครามเย็น” เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างเป็นหลักเป็นการมากขึ้น ที่ชัดเจนก็คือ สหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์กลับมามีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นมากขึ้น และในทางหลักการคือ ในทางวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว เหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 กลายมาเป็นหมุดหมายทางการเมืองของการอธิบายวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ต่างไปจากสนธิสัญญาสันติภาพเวสฟาเลีย สงครามโลกครั้งที่ 1 และสอง และการสิ้นสุดของสงครามเย็น
ที่เลือกหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา Review เป็นเล่มแรก เนื่องจากเป็นหนังสือที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในมุมมองของภัยความมั่นคงแบบดั้งเดิม ซึ่งมีคนเขียนในแนวนี้น้อยมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โดยส่วนใหญ่งานที่เกี่ยวกับอาเซียนจะมุ่งเน้นเรื่อง เศรษฐกิจ มากกว่า เรื่องความมั่นคงแบบดั้งเดิม เพราะหนังสือเล่มนี้เสนอว่าการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพันธมิตรทางทหารระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯยังเป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้บริบทของการขับเคี่ยวแข่งขันทางอำนาจระหว่างจีนและสหรัฐฯในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปรากฏให้เห็นความพยายามของสหรัฐฯในการผลักดันยุทธศาสตร์ปรับสมดุลใหม่ ซึ่งมีนัยที่สำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของพันธมิตรของสหรัฐฯอย่างฟิลิปปินส์ภายใต้ประธานาธิบดี Benigno Aquino III (2010- ปัจจุบัน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเล่มนี้ให้การวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับ “ความสามารถของประชาคมอาเซียน” ที่จะตอบโต้พฤติกรรมและท่าทีอันแข็งกร้าวของจีนในกรณีพิพาททะเลจีนใต้
ข้อความที่หนังสือเล่มนี้ต้องการจะสื่อคือ สมการทางความมั่นคงของฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯได้เปลี่ยนไปจากการมีโซเวียตเป็นภัยคุกคามร่วมกัน ไปสู่การมีจีนเป็น "Potent Threat" ของทั้งสองชาติเนี่ย มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที แต่ค่อยๆพัฒนามาเรื่อยๆจากยุค 90 จนถึงปัจจุบันที่จีนเริ่มขยับขยายอิทธิพลเข้ามายังพื้นที่พิพาทมากขึ้น พูดง่ายๆคือ กำลัง flexing muscle ในทะเลจีนใต้ที่จีนถือเป็น "สนามหลังบ้าน" หรือเป็นเขตอิทธิพลของตัวเอง โดยสิ่งที่ชัดเจนมากที่สุดตอนนี้คือ การถมทะเลสร้างเกาะเทียม -- ซึ่งแม้ตามกฏหมายระหว่างประเทศจะทำให้จีนมีสิทธิเพิ่มขึ้นในการกล่าวอ้างพื้นที่พิพาท เพราะไม่ใช่เกาะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ -- แต่ก็ทำให้บรรดา claimant states เช่น ฟิลิปปินส์ หรือเวียดนาม ไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ความคืบหน้าที่น่าสนใจมากอย่างนึงคือ ความร่วมมือที่ขยายไปไกลว่าความร่วมมือทางทหารระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ เราจะเห็นว่า ฟิลิปปินส์กับญี่ปุ่น -- ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีประเด็นพิพาทกับจีนในกรณีหมู่เกาะสแปรตลีย์และเซ็นโกกุตามลำดับ -- เริ่มจับมือกัน มีการกระชับความสัมพันธ์ทางทหารและความมั่นคงกัน พูดง่ายๆ ก็เป็นการส่งสัญญาณไปยังจีนนั่นเอง นี่ยังไม่นับกรณีที่เกาหลีใต้กับญี่ปุ่น ตกลงกันเรื่อง comfort women สำเร็จอีก ที่เขียนมาทั้งหมดนี่ เป็นการชี้ให้มองในภาพรวมว่า บรรดารัฐที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และมีข้อพิพาทกับจีน มีความเคลื่อนไหวยังไง เขยิบเข้าใกล้กันมากขึ้นยังไง ซึ่งเป็นภาพใหญ่ของยุทธศาสตร์ทางความมั่นคงของสหรัฐฯที่คนยังไม่ได้พูดถึงกันมากนัก
วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัย
1.เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการฟื้นพลังของพันธมิตรทางทหารระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯภายหลังการปิดฐานทัพ
2.เพื่อศึกษาคุณลักษณะของพันธมิตรระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯในยุคหลังการปิดฐานทัพ
3.เพื่อศึกษานัยของการฟื้นพลังของพันธมิตรระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯและนัยต่อประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน
ความสัมพันธ์สหรัฐอเมริกา-ฟิลิปปินส์ ภายใต้ “ทศวรรษที่สูญหาย?”
สาเหตุที่ฑภิพร สุพร เรียก ค.ศ. 1991-2001 ว่าเป็นทศวรรษที่สูญหายนั้นคือ งานศึกษาที่มีอยู่โดยทั่วไปกล่าวว่า สหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์ลดระดับความสัมพันธ์กันในทศวรรษดังกล่าว เนื่องจากสหรัฐอเมริกาถอนฐานทัพออกไป
เนื่องจาก ในทศวรรษดังกล่าวเป็นทศวรรษหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น ต่อเนื่องไปถึงยุควินาศกรรม 2001 โดยในยุคสงครามเย็นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับฟิลิปปินส์ เป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างจะสนิทสนมต่อกันมาก เนื่องจาก สหรัฐอเมริการบชนะสเปนในปี ค.ศ. 1898 และได้ฟิลิปปินส์มาเป็นอาณานิคม ซึ่งฟิลิปปินส์ภายใต้อาณานิคมของสหรัฐอเมริกานั้นเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างมีความสุขมาก เพราะสหรัฐอเมริกาปกครองฟิลิปปินส์อย่างดี ให้อิสระและโอกาสมากกว่าในสมัยที่ฟิลิปปินส์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสเปน และแม้ว่าอเมริกาจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกครองใหม่ของฟิลิปปินส์ แต่เนื่องจากตอนอยู่ในช่วงอาณานิคมสเปน ฟิลิปปินส์ก็พยายามเรียกร้องเอกราชมาโดยตลอด สหรัฐอเมริกาจึงผ่อนปรนให้ฟิลิปปินส์มีการปกครองของตนเอง โดยสหรัฐอเมริกายังมีอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะอยู่ในปี ค.ศ. 1935 มานูเอล กีซอน (Manuel Quizon) ได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของเครือรัฐฟิลิปปินส์ (The Philippines Commonwealth) ซึ่งเป็นประเทศในอาณัติปกครองของสหรัฐอเมริกา นับว่าเป็นก้าวแรกของการปลดปล่อยฟิลิปปินส์ให้เป็นอิสระด้วยการปกครองตนเอง ฟิลิปปินส์และสหรัฐอเมริกาจึงสนิทกันมากในช่วงอาณานิคม
หลังจากฟิลิปปินส์ได้เป็นเอกราชจากสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1946 สหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์ก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อเนื่องกันอีก เนื่องจากสหรัฐอเมริกาต้องการให้ฟิลิปปินส์เป็นพันธมิตรภายใต้การขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกาเห็นความสำคัญของฟิลิปปินส์ในฐานะจุดยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงและสอดประสานกับยุทธศาสตร์การปิดล้อมคอมมิวนิสต์ในเอเชียแปซิฟิค ทั้งสองประเทศจึงเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกัน ทั้งในช่วงอาณานิคมและช่วงยุคสงครามเย็น
ในทัศนะของผู้กำหนดนโยบายฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ สหภาพโซเวียตเป็นรัฐที่มีขีดความสามารถในการรุกราน มีเจตนาที่จะเปลี่ยนให้รัฐในภูมิภาคกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ตลอดจนมีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และอาจส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดปลอดภัยของฟิลิปปินส์และรัฐในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสหภาพโซเวียตส่งกองกำลังเข้ามาประจำการ ณ อ่าวคัมรานห์ ประเทศเวียดนาม การต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็นทำให้สถานะของพันธมิตรทางทหารระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯมีความสำคัญต่อกันและกันอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้ กล่าวคือ ในขณะที่ฟิลิปปินส์ยังคงต้องการการค้ำประกันทางความมั่นคงจากสหรัฐฯ สหรัฐฯเองก็พิจารณาว่าฐานทัพในฟิลิปปินส์นั้นเปรียบเสมือนองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยส่งเสริมปฏิบัติการทางทหารของกองทัพสหรัฐฯ ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาสมุทรอินเดีย ตลอดจนเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี เมื่อสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปภายหลังจากการสิ้นสุดของสงครามเย็นความสำคัญของฐานทัพฟิลิปปินส์ในทัศนะของสหรัฐฯ และความสำคัญของสหรัฐฯต่อการค้ำประกันทางความมั่นคงแก่ฟิลิปปินส์ต่างก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง ความท้าทายหลักที่สหรัฐฯจำต้องเผชิญคือ สหรัฐฯจะกำหนดทิศทางของนโยบายต่างประเทศ และบทบาทของตนอย่างไร แม้โลกในยุคหลังสงครามเย็นจะเป็นโลกที่สหรัฐฯผงาดขึ้นเป็นชาติอภิมหาอำนาจที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดระเบียบแบบแผนและทิศทางของการเมืองระหว่างประเทศ ประกอบกับเป็นโลกที่ประเด็นปัญหาอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นทางเศรษฐกิจ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกกดทับเอาไว้ด้วยความขัดแย้งทางอุดมการณ์และประเด็นทางความมั่นคงแบบดั้งเดิม กลับเริ่มทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
โลกในยุคหลังสงครามเย็นนั้นก็ยังเป็นโลกที่ปรากฏให้เห็นทั้งปัญหาความขัดแย้งและสงครามระหว่างประเทศที่ยังมิได้สิ้นสุดลง จึงไม่ไกลเกินไปนักหากจะสรุปว่า สหรัฐฯ ซึ่งมีความมุ่งหมายที่จะรักษาสถานะชาติอภิมหาอำนาจของตนในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก นั้นไม่สามารถปฏิเสธความสำคัญของประเด็นทางความมั่นคงแบบดั้งเดิมได้ โดยสิ่งที่สหรัฐฯให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ การสร้างและรักษาเครือข่ายพันธมิตรของตนในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางปัญหาและความท้าทายนานัปการในยุคหลังการปิดฐานทัพ สถานะของพันธมิตรทางทหารระหว่างฟิลิปปินส์ได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความเสื่อมถอยลงอย่างแท้จริง
การเสื่อมถอยของพันธมิตรก็มิได้หมายความว่าสายสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯจะสิ้นสุดลงแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม พันธมิตรระหว่างทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในช่วงของการปรับตัว โดยยังปรากฏให้เห็นโอกาสที่พันธมิตรทั้งสองชาติจะนิยาม "เหตุผลของการดำรงอยู่" ของพันธมิตรให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและความท้าทายบทใหม่ของทั้งสองชาติ
ฑภิพรได้สรุปว่า ในทศวรรษดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากการปิดฐานทัพสหรัฐฯในฟิลิปปินส์ ความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรทั้งสองชาติก็เสื่อมถอยลง แต่ไม่ได้หยุดยั้งลง เพราะในทศวรรษดังกล่าว พันธมิตรทั้งสองชาติก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไปและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและความท้าท้ายของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้เป็นอย่างดี โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้พันธมิตรระหว่างทั้งสองชาติยังสามารถดำรงอยู่ต่อไปภายหลังการปิดฐานทัพคือ “การเผชิญกับภัยคุกคามจากจีนในกรณีพิพาททะเลจีนใต้”
ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้
ฑภิพรได้กล่าวถึง “ข้อพิพาททะเลจีนใต้” ในฐานะที่เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของการฟื้นพลังของพันธมิตรทั้งสองชาติในยุคหลังการปิดฐานทัพ
กล่าวคือ เมื่อฟิลิปปินส์จำต้องเผชิญกับขีดความสามารถทางทหารและท่าทีอันแข็งกร้าวของจีน ในเหตุการณ์ปะทะบริเวณ Mischief Reef ฟิลิปปินส์จึงหันไปรื้อฟื้นสายสัมพันธ์กับพันธมิตรอันเก่าแก่ของตนอย่างสหรัฐฯ แม้ในช่วงแรกสหรัฐฯจะมีท่าทีเป็นกลางต่อปัญหาพิพาทที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ แต่สหรัฐฯเองก็มีผลประโยชน์ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ประกอบกับยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐฯคือ “การรักษาสถานะของการเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวของตนต่อไป” เมื่อปรากฏให้เห็นการขยับขยายเขตอิทธิพลของจีนเข้ามายังบริเวณที่สหรัฐฯพิจารณาว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ของตน การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างพันธมิตร จึงถือเป็นทางเลือกที่มีความสมเหตุสมผลมากที่สุดในทัศนะของผู้กำหนดนโยบายสหรัฐฯ
ฑภิพรวิเคราะห์ว่า “ข้อพิพาททะเลจีนใต้” ส่งผลให้พันธมิตรทั้งสองชาติค้นพบ “เหตุผลของการดำรงอยู่” ตลอดจนช่วยทำให้พันธมิตรที่เหินห่างกลับมามีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น จนประสบความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงว่าด้วยการเยือนของกองกำลัง ซึ่งถือเป็นข้อตกลงที่มีสถานะเป็นกรอบทางกฎหมาย (legal basis) ของความร่วมมือทางทหารระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ โดยทำให้
1. กองทัพฟิลิปปินส์และสหรัฐฯสามารถร่วมปฏิบัติการซ้อมรบร่วมกันบนแผ่นดินฟิลิปปินส์ได้อีกครั้ง
2. ข้อตกลงดังกล่าวยังช่วยปูทางให้พันธมิตรทั้งสองชาติขยับขยายความร่วมมือทางความมั่นคงระหว่างกันต่อไปในยุคหลังเหตุการณ์ 9/11
3. เป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นพลังและเสริมสร้างสายสัมพันธ์กับรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายของเครือข่ายพันธมิตรของสหรัฐฯให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ยังได้ส่งผลกระทบต่อประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญ โดยได้ทำให้เห็นจุดอ่อน 3 ข้อที่บั่นทอนประสิทธิภาพของอาเซียนคือ
1. ปัญหาเรื่องการหวงแหนอำนาจอธิปไตย
2. หลักการเรื่องการไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างกันของรัฐ
3. การเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ไม่สามารถตอบโต้กับปัญหาและความท้าทายจากภายนอกภูมิภาคได้อย่างเป็นเอกภาพ
จุดอ่อนข้างต้นของอาเซียน ได้ทำให้เกิดการปรับตัวของอาเซียน โดยรัฐในภูมิภาคจึงตระหนักถึงปัญหาของความร่วมมือในระดับสถาบันภายในอาเซียนว่าไม่เพียงพอต่อการค้ำประกันความมั่นคงปลอดภัยของตนต่อไป และต้องการแสวงหาทางเลือกอื่นควบคู่กันไปกับการฝากความหวังไว้กับอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปรากฏให้เห็นท่าทีอันเป็นภัยคุกคามจากจีนกรณีพิพาททะเลจีนใต้
ฑภิพรวิเคราห์ว่า นับตั้งแต่ที่พันธมิตรระหว่างฟิลิปปินส์-สหรัฐฯ ได้รับการฟื้นพลัง สหรัฐฯก็กลายเป็นรัฐมหาอำนาจที่มีบทบาทในฐานะผู้ค้ำประกันด้านความมั่นคงปลอดภัยให้แก่รัฐในภูมิภาคไปโดยปริยาย กระนั้นก็ดี นอกเหนือจากสหรัฐฯ จีนซึ่งผงาดขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจที่ขยับขยายอิทธิพลเข้ามายังดินแดนอุษาคเนย์ก็เป็นหนึ่งตัวแสดงที่มีความสำคัญยิ่งต่อเสถียรภาพทางการเมืองภายในภูมิภาค การขับเคี่ยวแข่งขันทางอำนาจระหว่างมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐฯและมหาอำนาจใหม่อย่างจีนนั้นตามมาด้วยชุดคำอธิบายเกี่ยวกับทางเลือกในการกำหนดนโยบายของรัฐในภูมิภาค
1. ข้อเสนอที่ว่ารัฐในภูมิภาคจำต้องเลือกข้างระหว่างจีนและสหรัฐฯ
2. รัฐในภูมิภาคไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกข้างว่าจะอยู่กับจีนหรือสหรัฐฯ แต่ควรใช้ยุทธศาสตร์ที่ผสมผสานกันระหว่างการปฏิสัมพันธ์กับจีน และการอำนวยความสะดวกแก่สหรัฐฯเพื่อโน้มน้าวให้สหรัฐฯรักษาบทบาทของการเป็นผู้ถ่วงดุลอำนาจจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป
อย่างไรก็ดี
งานวิจัยนี้เสนอว่า ไม่ว่าบรรดารัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเลือกใช้ยุทธศาสตร์แบบใด ก็ไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงที่สำคัญได้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นภูมิภาคที่ตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของรัฐมหาอำนาจที่มีบทบาทเหนือความร่วมมือในเชิงสถาบัน และแนวโน้มดังกล่าวก็จะยังเป็นแนวโน้มหลักของการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปอีกยาวนาน แม้อาเซียนจะประสบความสำเร็จในการยกระดับการบูรณาการสู่การเป็นประชาคมในปี 2015 แล้วก็ตาม
ปัญหาภัยคุกคามในทะเลจีนใต้ มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์อย่างไร
ในยุคสงครามเย็น “ภัยคอมมิวนิสต์” เป็นภัยคุกคามร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์ ในยุคปัจจุบัน พฤติกรรมและเจตนาในการขยับขยายอิทธิพลของจีนเข้ามายังทะเลจีนใต้ก็นำไปสู่การสร้างสมการทางความมั่นคงใหม่ที่จีนได้กลายเป็นภัยคุกคามร่วมกันระหว่างมะนิลาและวอชิงตัน ซึ่งต่างเล็งเห็นความสำคัญในการคงไว้ซึ่งการเป็นพันธมิตร ตลอดจนพยายามที่จะยกระดับความร่วมมือทางความมั่นคงระหว่างทั้งสองชาติให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ พันธมิตรระหว่างทั้งสองชาตินั้นมีลักษณะที่สำคัญคือ การถ่วงดุลเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากจีน และการลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการเยือนระหว่างกองกำลังระหว่างพันธมิตรทั้งสองชาติจึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังจีนว่า สหรัฐฯมิได้ทอดทิ้งฟิลิปปินส์และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากแต่ยังต้องการรักษาบทบาทนำในฐานะรัฐมหาอำนาจซึ่งมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ต่อไป และที่สำคัญที่สุด
ข้อตกลงดังกล่าวยังเป็นรากฐานสำคัญของสายสัมพันธ์ทางความมั่นคงระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ ซึ่งช่วยให้พันธมิตรทั้งสองชาติร่วมมือกันเพื่อตอบโต้กับความท้าทายของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ภายใต้สภาวการณ์ดังกล่าว สหรัฐฯจึงมีข้ออ้างทุกประการ ที่จะเพิ่มบทบาทของตนในภูมิภาคเอเชีย ตลอดจนเริ่มแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อปัญหาพิพาททะเลจีนใต้มากยิ่งขึ้น
โดยจุดยืนของสหรัฐฯที่ว่า “สหรัฐอเมริกามีผลประโยชน์แห่งชาติในเสรีภาพในการเดินเรือ การเข้าถึงพื้นที่ทางทะเลอย่างเสรี และการเคารพ กฎหมายระหว่างประเทศ ในทะเลจีนใต้” มักเป็นถ้อยแถลงที่สหรัฐฯแสดงออกต่อปัญหาพิพาททะเลจีนใต้ในบริบทปัจจุบันอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ได้เน้นว่า “การพิจารณาว่าสหรัฐฯนั้นได้ “หวนคืนสู่เอเชีย” นั้นจึงเป็นความเข้าใจที่คาดเคลื่อนจากความเป็นจริง” เพราะสหรัฐฯเป็นชาติที่มีผลประโยชน์ในเอเชียแปซิฟิกมา ช้านานและไม่เคยถอนกองกำลังออกจากภูมิภาคนี้ เพราะฉะนั้น สหรัฐฯจึงไม่จำเป็นที่ จะต้อง “หวนคืน” สู่เอเชียแต่อย่างใด เพราะสหรัฐฯก็ตระหนักถึงขีดความสามารถและศักยภาพของจีน ซึ่งอาจเป็นภัยต่อสถานะของการเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในภูมิภาคของสหรัฐฯมาโดยตลอด เมื่อจีนเริ่มผงาดขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจใหม่ และเริ่มแสดงท่าทีและเจตนาอันแข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น การให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชีย การเสริมสร้างสายสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรและมิตรประเทศ ตลอดจนการปรากฏตัวเพื่อยืนยันสถานะของการเป็นมหาอำนาจของตน จึงล้วนสะท้อนให้เห็นพัฒนาการของนโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯที่ไม่เคยละสายตาจากภูมิภาคเอเชีย
เพราะฉะนั้น แทนที่จะกล่าวว่านโยบายการปรับสมดุลใหม่ของสหรัฐฯนั้นสะท้อนให้เห็นการกลับสู่เอเชียของสหรัฐฯ ควรจะกล่าวเสียใหม่ว่า นโยบายดังกล่าวนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มเติมบทบาทและการปรากฏตัวของสหรัฐฯที่มีอยู่แต่เดิมในภูมิภาคเอเชียให้มีมากยิ่งขึ้นในห้วงยามที่ปรากฏให้เห็นการขยับขยายอำนาจและอิทธิพลของมหาอำนาจใหม่อย่างจีนเข้ามายังเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ
หนังสือเล่มนี้ยังต้องการตอบคำถามสำคัญที่ว่า การฟื้นพลังของพันธมิตรระหว่างฟิลิปปินส์และ สหรัฐฯมีนัยอย่างไรต่อประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ควบคู่กันไปกับการชี้ให้เห็นว่า ประชาคมอาเซียนนั้นมิได้มีแค่ประชาคมเศรษฐกิจ หากแต่ยังประกอบด้วยเสาหลักที่สำคัญอีกสองประการที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประชาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสาด้านประชาคมความมั่นคง
อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มนี้ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญอย่างน้อยสองประการ ประการแรก ขอบเขตของการศึกษาวิจัยในครั้งนี้อยู่ระหว่างปี 1991-2001 แต่ต้องการนำเสนอนัยที่สำคัญของชุดความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรทั้งสองชาติต่อประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประการที่สอง ในช่วงที่เขียนหนังสือเล่มนี้ประชาคมอาเซียนยังไม่ถือกำเนิดขึ้น เพราะฉะนั้น การตอบคำถามที่สำคัญข้างต้นจึงเป็นไปในรูปแบบของการทดลองนำเสนอชุดคำอธิบายที่สะท้อนความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นโดยพิจารณาจากสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสถานะของอาเซียนในบริบทปัจจุบันเป็นสำคัญ
บทสรุปของหนังสือเล่มนี้ที่จะมีต่อพัฒนาการของประชาคมอาเซียนคือ หลักการการไม่แทรกแซงซึ่งกันและกัน, การหวงแหนอำนาจอธิปไตย และการไม่สามารถตัดสินใจร่วมภันในฐานะองค์กรระหว่างประเทศนั้น เป็นจุดอ่อนที่ทำให้อาเซียนไม่อาจเป็นองค์กรที่ค้ำประกันความมั่นคงปลอดภัยให้กับสมาชิก และต้องการแสวงหาทางเลือกอื่นควบคู่กันไปกับการฝากความหวังไว้กับอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นว่า จีนเป็นภัยคุกคามต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ และไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงที่สำคัญได้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นภูมิภาคที่ตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของรัฐมหาอำนาจที่มีบทบาทเหนือความร่วมมือในเชิงสถาบัน และแนวโน้มดังกล่าวก็จะยังเป็นแนวโน้มหลักของการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปอีกยาวนาน แม้อาเซียนจะประสบความสำเร็จในการยกระดับการบูรณาการสู่การเป็นประชาคมในปี 2015 แล้วก็ตาม

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น