วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559
"รัฐบาลบราซิลกับการแทรกแซงราคากาแฟ"
ความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง เป็นปัญหาเดียวกับความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกพืชอื่น ๆ รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวสัตว์ด้วย ปัญหาของสินค้าเกษตรอยู่ที่ราคา มื่อราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้ตกต่ำ รัฐบาลต้องเข้าไปแก้ไขโดยการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรอยู่เสมอ
การเข้าไปแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร เป็นเรื่องของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย โดยมีเหตุผลที่แตกต่างกันในการเข้าไปแทรกแซง คำถามก็คือ ด้วยเหตุผลอะไรและแค่ไหนที่รัฐควรจะเข้าไปแทรกแซง
ขอยกตัวอย่างกรณีของประเทศบราซิล ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ประเทศหนึ่ง ที่เคยใช้นโยบายแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร จนเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่นำไปสู่การบิดเบือนสภาพทางเศรษฐกิจ และส่งผลให้ประเทศไม่พัฒนาตัวเองไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม จนทำให้ประเทศล้มเหลวมาแล้ว เรียกได้ว่า แบกกันจนหลังแอ่น หลังหักไปตามๆ กัน
......................
"ประเทศบราซิล" บราซิลเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ มีพื้นที่ติดกับเกือบทุกประเทศในทวีปยกเว้นเอกวาดอร์และประเทศชิลี พื้นที่ทางตะวันออกเกือบทั้งหมดของทวีปละตินอเมริกาจนกระทั่งถึงบริเวณตอนกลางของทวีป รวมถึงหมู่เกาะหลายแห่งในมหาสมุทรแอตแลนดติกเป็นของประเทศบราซิล ประเทศบราซิลมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ในโลก รองจากรัสเซีย แคนาดา จีน และสหรัฐอเมริกา ด้วยขนาดที่ใหญ่ของบราซิลนี้ กินพื้นที่ถึง 4 เขตเวลา ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของบราซิลมีความแตกต่างจากประเทศรอบข้างมาตั้งแต่ก่อตั้งอาณานิคม เพราะการครอบครองบราซิลในระยะแรกไม่ได้เป็นไปในรูปแบบของการจัดตั้งอาณานิคมอื่น ๆ เนื่องจากโปรตุเกสเป็นประเทศเล็ก ๆ ขาดแคลนททั้งงบประมาณ กองทัพเรือ และข้าราชการที่จะตั้งรูปแบบการปกครองอาณานิคมในบราซิลได้ ด้วยเหตุนี้โปรตุเกสจึงใช้รูปแบบของบรรษัทการค้าในการเข้ามาบริหารจัดการอาณานิคมบราซิล เพื่อที่จะตั้งหลักปักฐานและป้องกันไม่ให้ดินแดนแถบนี้ถูกแย่งชิงโดยชาติมหาอำนาจอื่น
...............
"น้ำตาล: พืชเศรษฐกิจช่วงแรก"
ในช่วงแรก ชาวโปรตุเกสได้จัดตั้งบริษัทผลิตน้ำตาลในดินแดนแถบตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ในปี ค.ศ. 1531 บริษัทผลิตน้ำตาลของโปรตุเกสเริ่มต้นดำเนินการ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งระบบการขนส่งและผลิตอาหารเพื่อแรงงานในอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาล ไม่นานหลังจากนั้น โปรตุเกสก็ประสบความสำเร็จในการสร้างสังคมอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาลในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ น้ำตาลจากไร่ขนาดใหญ่ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญของแหล่งอาณานิคม โปรตุเกสนำเข้าเทคโนโลยีการปลูกอ้อยมาจากหมู่เกาะในแถบแอตแลนติก และนำเข้าเครื่องแปรรูปให้เป็นน้ำตาล ส่วนแรงงานที่ใช้ในไร่อ้อยมาจากทาสชาวอาฟริกัน ส่วนทักษะและเงินทุนในการทำการตลาดและการขายได้จากชาวดัช ซึ่งได้ทำให้น้ำตาลจากบราซิลเข้าไปตีตลาดยุโรปได้เป็นผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว บราซิลกลายเป็นแหล่งรายได้ที่มาจากอุตสาหกรรมการเกษตรที่สำคัญของโปรตุเกส จากการที่อุตสาหกรรมน้ำตาลของโปรตุเกสประสบความสำเร็จจากความร่วมมือของหลายชาติ แต่กลับประสบปัญหา เมื่อสเปนทำสงครามกับดัชในช่วงปี ค.ศ. 1635 นั้น โปรตุเกสได้เข้าข้างสเปน ชาวดัชจึงถูกขับไล่ออกไปจากบราซิล หลังจากนั้นชาวดัชได้หันไปตั้งอาณานิคมน้ำตาลใหม่ในมหาสมุทรแคริเบียน ส่งผลให้บราซิลในฐานะอาณานิคมน้ำตาลของโปรตุเกสอยู่ในฐานะลำบาก
เหตุการณ์สงครามนี้ส่งผลต่ออำนาจทางการเมืองของโปรตุเกสในดินแดนอาณานิคมด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อราคาน้ำตาลตกลงรัฐบาลโปรตุเกสก็มีรายได้น้อยลดน้อยลงไปด้วย เนื่องจากโปรตุเกสพึ่งพาน้ำตาลเป็นสินค้าออกเพียงอย่างเดียว จากประสบการณ์ดังกล่าว ได้ทำให้โปรตุเกสต้องปรับระบบเศรษฐกิจให้มีความหลากหลายมากขึ้น มีการส่งออกสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ไม่สามารถพึ่งพาน้ำตาลได้เพียงอย่างเดียว และเริ่มขยายดินแดนอาณานิคมเข้าไปในเขตภาคพื้นทวีป จากน้ำตาลที่เป็นพืชที่ต้องอาศัยจมูกคนอื่นหายใจ จึงเปลี่ยนแปลงไปเป็นพืชอื่นที่บราซิลลงไม้ลงมือทำด้วยตัวเอง
...............
"กำเนิดกาแฟ"
หลังจากที่ประสบปัญหาในการปลูกน้ำตาล ต่อมา ได้เกิดพืชทางการเกษตรที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของบราซิลจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นพืชที่มีอิทธิพลต่อประเทศบราซิลที่มากกว่าพืชใด ๆ ที่ผ่านมา พืชชนิดนั้นคือ “กาแฟ” ซึ่งได้เริ่มนำเข้ามาในบราซิลในช่วงศตวรรษที่ 18 เพื่อการบริโภคภายในประเทศ แต่หลังจากที่ราคากาแฟพุ่งขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1820-1830 ได้ส่งผลให้กาแฟกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง
จากแต่เดิมที่มีการปลูกกาแฟบนที่ราบสูงใกล้เมืองริโอ เด จาเนโร เนื่องจากมีภูมิประเทศที่เหมาะสม มีแรงงานทาสล้นเหลือ และอยู่ใกล้ท่าเรือ กลายเป็นการขยายการปลูกกาแฟไปทั่วประเทศ นอกจากนี้นายทุนชาวบราซิลที่ร่ำรวยขึ้นมาจากธุรกิจการขุดทอง ก็มีอิทธิพลในการกดดันให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือในการขยายพื้นที่ปลูกกาแฟ และการให้ความช่วยเหลือด้านการลงทุนในสาธารณูปโภคการขนส่ง
ด้วยเหตุนี้จึงมีการขยายพื้นที่ปลูกกาแฟจากไร่กาแฟบริเวณใกล้เมืองริโอ เด จาเนโร ได้ขยายไปยังหุบเขาปาไรบา (Paraiba Valley) และ รัฐเซาเปาโล (Sao Paulo) ซึ่งได้กลายเป็นภูมิภาคส่งออกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ในช่วงระยะแรกการปลูกกาแฟได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ในภายหลังการอุตสาหกรรมการปลูกกาแฟได้ถูกจำกัดไว้ด้วยข้อจำกัดสองข้อคือ ความยากลำบากในการขนส่ง เนื่องจากไม่ได้มีการลงทุนในสาธารณูปโภคด้านการคมนาคม และการขาดแคลนแรงงาน เพราะกาแฟเป็นพืชที่ใช้แรงงานสูง
การปลูกกาแฟในเขตพื้นที่ภาคพื้นทวีปและทางตะวันตกเฉียงเหนือ อยู่ห่างไกลจากท่าเรือ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างเส้นทางคมนาคมขนส่ง จากบริเวณใกล้เมืองริโอ เด จาเนโร ไปถึงหุบเขาปาไรบา และขยายไปถึงที่ราบสูงในเซา เปาโล ด้วยเหตุนี้จึงมีการขยายทางรถไฟเพิ่มขึ้นจากในปี ค.ศ. 1860 ที่บราซิลมีทางรถไฟเพียง 223 กิโลเมตร กลายเป็น 6,930 กิโลเมตรในปี ค.ศ. 1885
ในระยะเวลาต่อมา การเพาะปลูกกาแฟบราซิลเริ่มมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานเนื่องจากบราซิลได้ล้มเลิกระบบแรงงานทาสมาตั้งแต่ ค.ศ. 1840 จึงได้มีความพยายามให้มีการอพยพแรงงานเข้ามาหางานทำ จำนวนมหาศาล พร้อม ๆ กับปรากฎการณ์ที่กาแฟเป็นสินค้าหลักของประเทศ โดยในปี ค.ศ. 1891 กาแฟมีค่า 63% ของมูลค่าการส่งออกและในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1901-1910 กาแฟมีค่า 51% ของมูลค่าการส่งออก นอกจากกาแฟแล้ว พืชส่งออกหลักของบราซิลยังมี น้ำตาล ฝ้าย ยาสูบ โกโก้ และในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีการขยายตัวของการปลูกยางพาราด้วย
......
"ปัญหากาแฟกับการแทรกแซงราคา"
การพึ่งพารายได้จากการส่งออกกาแฟของบราซิลได้ก่อให้เปิดปัญหาในช่วงต้นปี ค.ศ. 1900-1901 เนื่องจากมีปริมาณกาแฟล้นตลาดโลก ราคากาแฟจึงตกต่ำ รัฐบาลจึงได้พยายามเข้ามาควบคุมราคา โดยการควบคุมการผลิตและการส่งออก จากการที่บราซิลส่งออกกาแฟถึงราวสี่ในห้าของปริมาณกาแฟทั่วโลก รัฐบาลจึงคิดว่า การกำหนดปริมาณและราคากาแฟของรัฐบาลบราซิล จะส่งผลต่อราคาตลาดกาแฟโลกได้ แต่หลังจากปี ค.ศ. 1906 ปริมาณกาแฟได้เพิ่มจำนวนขึ้นมาราว 2 เท่า ส่งผลให้การเก็บรักษากาแฟในประเทศต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และนำไปสู่การกู้ยืมเงินระหว่างประเทศที่มีจำนวนมากขึ้นเข้าไปอีก นโยบายของรัฐในการควบคุมราคากาแฟไม่สามารถเพิ่มราคากาแฟให้สูงขึ้นดังที่ต้องการ เป็นเพียงการทำให้ราคากาแฟไม่ตกลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่
นโยบายการควบคุมราคากาแฟถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จนถึงช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลก (Great Depression) ทำให้บราซิลพบปัญหากาแฟล้นตลาด ซึ่งรัฐบาลบราซิลต้องใช้จ่ายเงินในการอุดหนุนราคากาแฟ การจ่ายเงินอุดหนุนราคากาแฟทำให้ไร่กาแฟขยายตัวมากขึ้น ซึ่งทำให้กาแฟยิ่งล้นตลาดมากขึ้น ในช่วงเวลาการขยายตัวของเศรษฐกิจกาแฟ ก็ได้มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมบางประเภท โดยเฉพาะสิ่งทอ เสื้อผ้า อาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของรายได้ภายในประเทศ เพราะเมื่อผู้คนมีรายได้มากขึ้น ก็ต้องการสินค้าอื่นๆ มากขึ้น นอกจากนี้มีการขยายตัวของการคมนาคมขนส่ง การขยายตัวของไฟฟ้า ความเป็นเมือง และชนชั้นพ่อค้า แต่การขยายตัวในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะเป็นการขยายตัวที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตเมือง เช่นเดียวกับการขยายตัวของการปลูกยางในฐานะพืชเศรษฐกิจ การขยายตัวของธุรกิจยางและกาแฟ ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ การพัฒนาและการเจริญเติบโตกระจุกตัวอยู่ที่เขตตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ใกล้ท่าเรือและภูมิประเทศเหมาะสมกับการปลูกกาแฟ
....
"อวสานนโยบายอุ้มกาแฟ"
อย่างไรก็ดี การตัดสินใจแทรกแซงเศรษฐกิจโดยการอุดหนุนราคาสินค้าภายในประเทศนำมาสู่ภาวะหนี้ภาครัฐ จนรัฐบาลถูกกดดันให้ระงับการใช้เงินเพื่อนำมาใช้หนี้ แต่ผลผลิตกาแฟที่เกินขึ้นมาทำให้รัฐบาลต้องแทรกแซงตลาดกาแฟมากกว่าเดิม ในที่สุดโครงการแทรกแซงราคากาแฟต้องถึงกาลล้มละลายในปี 1930
รัฐบาลต้องป้องกันไม่ให้ราคากาแฟตกลงไป โดยการซื้อเมล็ดกาแฟไว้ ในที่สุดโครงการนี้ล้มเหลว นำมาสู่ปัญหาเศรษฐกิจของทั้งประเทศ ความรุนแรงทางการเมืองในช่วงทศวรรษถัดมาเกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจในช่วงนั้น ราคากาแฟตกต่ำอันเป็นผลจากภาวะชะงักงันในอุปทานโลกช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้กาแฟล้นตลาดมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920s บราซิลประสบปัญหาการขาดดุลการค้า และนำมาสู่ปัญหาหนี้ต่างประเทศ และวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศที่ใช้เวลาอีกราวหนึ่งทศวรรษในการแก้ไขปัญหา
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น